เกี่ยวกับบ้านสักทอง
Home » เกี่ยวกับบ้านสักทอง

 

“บ้านสักทอง” หลังนี้สร้างขึ้นเพื่อต้องการอนุรักษ์ไม้สักทองส่วนหนึ่งไว้ไม่ให้ถูกขายไปแปรรูปเป็นชิ้นส่วนเล็ก และปราศจากคุณค่าไปในที่สุด แต่ต้องการอนุรักษ์ไว้เป็นสมบัติของชาติสืบไปเยาวชนทั้งหลายจะมีโอกาสชมความยิ่งใหญ่และความงดงามของไม้สักทอง ซึ่งเคยเป็นสินค้าออกสำคัญของไทยสิ่งหนึ่งนอกจากข้าว แต่สิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นอดีตแล้วเพราะการทำลายป่าของผู้ที่เห็นประโยชน์ส่วนตนมากกว่าส่วนรวม

 

ขอให้ผู้มีเกียรติที่มีโอกาสได้ชม “บ้านสักทอง” หลังนี้ จงมีจิตใจในการรักษาป่าไม้ ต้นไม้และความตั้งใจที่อนุรักษ์วัฒนธรรมของชาติไทยไว้สืบไป

 

ประมาณเดือน กันยายน 2531 ได้มีผู้เสนอขายบ้านไม้สักทองชื่อ “บ้านแก้ว” เป็นบ้านไม้สักทองหลังใหญ่คู่กับบ้านประทับใจจังหวัดแพร่ ซึ่งเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าชม ก่อนที่จะเป็น “บ้านแก้ว” นี้ ได้มีการรวมไม้เก่าที่ใช้ปลูกบ้านอยู่อาศัยมานานหลายปีอันเป็น ไม้สักทองที่ปลูกอยู่ทางภาคเหนือ จำนวน 11 หลัง มาปลูกเป็นบ้านหลังเดียว รูปทรงเป็นทรงทางเหนือ ใต้ถุนสูงมุงหลังคาสังกะสีชั้นล่างเป็นพื้นดินถมแน่น เพื่อใช้จอดรถส่วนตัวทำให้ดูไม่สวยงามและได้ประโยชน์ใช้สอยไม่คุ้มค่า เจ้าของ “บ้านแก้ว”เองก็มีอายุมากแล้ว สุขภาพไม่ค่อยดีนักลูกหลานก็แยกย้ายกันประกอบอาชีพ และรับราชการที่อยู่กรุงเทพฯ  อันที่จริงเจ้าของ “บ้านแก้ว” มีความประสงค์จะขายให้ผู้อื่นแต่เมื่อขายไปแล้วไม้ที่มีคุณค่าทั้งหมดนี้จะถูกแปรรูปเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยอย่างน่าเสียดาย  จึงได้ขอร้องให้ มูลนิธิศาสตราจารย์ ดร.อุกฤษ  มงคลนาวิน รับซื้อไว้ เพราะเชื่อว่ามูลนิธิฯ จะต้องรักษาสภาพไม้ของ “บ้านแก้ว” ไว้ในสภาพที่ดีและจะเป็นสถานที่ทัศนศึกษาของประชาชนต่อไป

 

ในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศแถบสแกนดิเนเวีย เช่น ประเทศนอร์เวย์ ได้ให้ความสำคัญแก่สิ่งก่อสร้างที่ทำด้วยไม้มาก การเข้าชมต้องถอดรองเท้า ห้ามสูบบุหรี่ ห้ามใช้แฟลชถ่ายรูป จึงสามารถรักษาสิ่งก่อสร้างด้วยไม้ไว้ได้นาน ทั้งๆ ที่ไม้ที่นำมาก่อสร้างจะเทียบกับไม้สักทองหลังนี้ไม่ได้ ในประเทศญี่ปุ่นและประเทศจีน สิ่งก่อสร้างด้วยไม้ โดยเฉพาะเสาจะถูกทาสีทับอย่าหนามองไม่เห็นเนื้อไม้ฉะนั้นแนวทางในการสร้าง “บ้านสักทอง” จึงยึดแนวทางอนุรักษ์คุณค่าของไม้สักทองซึ่งเป็นของหายากไว้ในสภาพที่เป็นธรรมชาติที่สุด นอกจากนั้น มีความคิดเสียดายสถาปัตยกรรมสมัย 70 – 80 ปี มาแล้ว ที่การสร้างบ้านได้เลียนแบบบ้านขาวตะวันตก เช่น บ้านตามแนวถนนสาทร ซึ่งเรียกว่าบ้าน “แบบขนมปังขิง” บ้านแบบนี้น่าเสียดายที่ไม่มีใครคิดสร้างขึ้นอีก รวมทั้งบ้านที่มีอยู่ในปัจจุบันก็อยู่ในสภาพทรุดโทรมและถูกรื้อถอนไปในที่สุด จึงมีความคิดนำไม้สักทองมาสร้างบ้านตามแนวทางบ้าน “แบบขนมปังขิง” เพื่อเป็นการผสมผสานแนวทางตะวันออกและตะวันตกเข้าด้วยกันอย่างกลมกลืนตามรอยพระยุคลบาท สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

 

“บ้านสักทอง” หลังนี้ ไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่อยู่อาศัย แต่ได้แสดงให้เห็นว่าการสร้างบ้านโดยไม้สักทอง ซึ่งมีเสาเกินกว่าสองคนโอบ ถึง 59 ต้น พื้นกระดานแผ่นใหญ่และทุกส่วนทำด้วยไม้สักทั้งสิ้นสามารถสร้างเป็นบ้านพักอาศัยได้อย่างสวยงาม

 

“บ้านสักทอง” หลังนี้สร้างขึ้นเพื่อต้องการอนุรักษ์ไม้สักทองส่วนหนี่งไว้ไม่ให้ถูกขายไปแปรรูปเป็นชิ้นส่วนเล็ก และปราศจากคุณค่าไปในที่สุด แต่ต้องการอนุรักษ์ไว้เป็นสมบัติของชาติสืบไป เยาวชนทั้งหลายจะมีโอกาสชมความยิ่งใหญ่ และความงดงามของไม้สักทอง ซึ่งเคยเป็นสินค้าออกสำคัญของไทยสิ่งหนึ่งนอกจากข้าว แต่สิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นอดีตแล้ว เพราะการทำลายป่าของผู้ที่เห็นประโยชน์ส่วนตนมากกว่าส่วนรวม

 

บริเวณชั้นล่างเปิดโล่ง ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์หวายและไม้แกะสลัก แบ่งเป็นมุมรับแขกหลาย ๆ มุมเพื่อรับรองแขกจำนวนมากพื้นกระเบื้องสีน้ำตาลลายไม้เพื่อความสะดวกในการทำความสะอาดและในขณะเดียวกันก็ไม่ขัดกับพื้นบ้าน